กองทุนเปิด ดีกว่าฝากประจำหรือไม่

ส่วนใหญ่แล้ว นักออมเงินมือใหม่และมือเก่าบางราย ก็ยังคงไม่ปล่อยให้เงินนอนนิ่งอยู่เฉยๆ ในบัญชีธนาคาร อย่างน้อยที่สุดการบริหารเงินส่วนใหญ่ มักอยู่กับการฝากเงินแบบประจำระยะสั้น แต่ก็ไม่น้อยนัก ที่นักลงทุนก็ชอบเก็งกำไรจากกองทุนเปิดระยะสั้นไม่แพ้การฝากประจำระยะสั้น แต่ทั้งสองแบบนั้น เป็นการออมเงินที่มีความเสี่ยงไม่เท่ากัน แล้วอะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุด ในการออมเงินระยะสั้น ระหว่าง การฝากประจำระยะสั้น กับการนำเงินไปซื้อกองทุนเปิดระยะสั้น 3 เดือน 6 เดือน และมีข้อดีอะไรที่เหนือกว่าการฝากประจำอย่างไร วันนี้มีคำตอบ

คำตอบนั้นอาจจะไม่ตรงกับใจของนักลงทุนมากเท่าไหร่ เพราะเป็นประสบการณ์จริง แต่ก็อาจตรงใจของหลายๆ คน อย่างแรกคือ การซื้อกองทุนนั้นไม่ใช่ว่า จะมีเงินแล้วสามารถซื้อได้ เพราะอยู่ๆ จะเดินไปซื้อแล้วไม่ดูข้อมูลให้ดีๆ จะกลายเป็นการนำเงินไปทิ้งเสียมากกว่า แต่การฝากประจำ เราสามารถทำได้ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ในการวิเคราะห์มากนัก และผลตอบแทนก็ตายตัวตามข้อกำหนด

แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะการซื้อกองทุน หากมีการคาดการณ์ที่แม่นยำ ศึกษาแนวทางและผลประกอบการรวมทั้งวิเคราะห์ถึงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต กำไรก็อาจเพิ่มเป็นเท่าตัวได้ ทำเงินได้มากกว่าการฝากประจำหลายเท่าตัว ข้อดีและข้อเสียของการออมเงินประเภทนี้ ก็สูสี

อย่างแรกคือ ผู้ลงทุนควรรู้จักกับ ความเสี่ยง และกฏตายตัวคือว่า ตามปกติ การลงทุนที่เสี่ยงมากกว่า ก็ย่อมให้ผลตอบแทนที่มากกว่า

แต่บางรายการนั้น การซื้อกองทุนรวมแบบกำหนดระยะเวลา แน่นอนว่าความเสี่ยงมากกว่าฝากประจำ แต่คุณอาจได้รับผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับการฝากประจำเลย เพราะอะไรน่ะหรือ นั่นก็เพราะว่ากองทุนรวมระยะสั้นเหล่านั้นให้ผลตอบแทนที่ได้รับจากกองทุนไม่ต้องเสียภาษี เมื่อเทียบกับการฝากเงินแบบประจำที่ต้องจ่ายภาษี ดังนั้นผลตอบแทนจริงที่ได้รับจะมากกว่าเงินฝากเล็กน้อย

ทั้งนี้ผลตอบแทนของกองทุนประเภทที่มีอายุโครงการแต่ละกองนั้นยังขึ้นอยู่กับตราสารที่เข้าไปลงทุนด้วย เช่นถ้าเป็นการลงทุนในพันธบัตร และเงินฝากในประเทศ ผลตอบแทนที่ได้จะไม่มากเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ แต่ความเสี่ยงของกองทุนก็จะน้อยกว่าการลงทุนในต่างประเทศตามไปด้วย

จำไว้เสมอว่า เงินไม่ได้นั่งเฉยๆ แล้วมันจะลอยเข้ามาแบบง่ายๆ และมันก็ไม่ได้ยากเสมอไปที่จะเดินไปหยิบมันมา อยู่ที่ว่า คุณจะศึกษาเส้นทางการจะเดินไปเอาเงินนั้น มาแบบไหน การฝากประจำให้ดอกเบี้ยคงที่ มีความเสี่ยงน้อย แต่ต้องเสียภาษี กำไรเลยพอฟัดพอเหวี่ยง แต่การซื้อกองทุนระยะสั้น กำไรอาจมีมากกว่าแต่หากไม่มีความรู้ ศึกษาข้อมูลมาไม่มากพอ ราคาตลาดร่วง ก็ทำกำไรได้น้อยเหมือนกัน

ก็คงจะเข้าใจกันไม่มากก็น้อย

ใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด ไม่เป็นหนี้

คนทั่วไปสมัยนี้ น้อยคนนักที่ไม่มีบัตรเครดิต ขนาดคนมีรายได้น้อยเงินเดือนประมาณหมื่นนิดๆ ก็ยังมีบัตรกดเงินสด แม้จะไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบัตรเครดิตตรงๆ แต่ก็ถือว่าสามารถกดเงินมาใช้จ่ายได้ เสมือนถือบัตรเครดิตนั่นแหละ คนที่มีบัตรเครดิตแล้วเกิดปัญหาจะโทษที่บัตรเครดิตก็คงจะไม่ได้ ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องดูว่าตนเองใช้บัตรเครดิตนั้นในลักษณะใด ส่วนมากที่เป็นปัญหาจะเป็นรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ไม่กินก็เที่ยว เสื้อผ้าราคาแพง หรือของใช้ที่กำลังเป็นกระแสนิยม สรุปง่ายๆ คือใช้บัตรกับเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์นั่นเอง แต่ก็ยังมีหลายท่านที่จำเป็นจริงๆ และถึงยังไงก็ยังต้องยอมรับว่า เป็นหนี้

สัญญาณที่สามารถบอกคุณได้ว่าการใช้บัตรเครดิตของคุณกำลังจะเกิดปัญหาก็คือจากที่เคยสามารถตัดยอดบัตรได้หมดก่อนพ้นช่วงปลอดดอกเบี้ย ก็เริ่มที่จะชำระเพียงบางส่วน และเมื่อใดที่คุณไม่สามารถตัดยอดการใช้จ่ายได้เกินกว่าครึ่งให้คุณพึงระวังสาถานะทางการเงินของคุณให้ดี เพราะนั่นแสดงว่ากำลังจะเกิดปัญหาในไม่ช้า และเมื่อไหร่ที่คุณเหลือกำลังพอที่จะชำระเพียงยอดขั้นต่ำที่ 10 % เมื่อนั้นขาข้างหนึ่งของคุณได้ก้าวเข้าไปสู่ทำเนียบบุคคลล้มละลายเรียบร้อยแล้ว

เพื่อไม่ให้เป็นเช่นนั้น คุณจำเป็นต้องมีวินัยในการใช้บัตรเครดิต ไม่ใช่อยากได้อะไรก็จะรูดปื๊ด ๆ อยากจะกินอะไรก็รูดปื๊ด ๆ คุณจะกุมขมับเมื่อเห็นใบทวงหนี้ เวลาที่คุณส่องกระจกคุณจะเห็นได้เลยว่าในแต่ละเดือนคุณรูดปื๊ด ๆ ไปกี่ครั้ง ดูได้จากจำนวนตีนกาไงครับ กลายเป็นว่าแทนที่จะได้เก็บเงินไว้สร้างเนื้อสร้างตัว หรือใช้เป็นเงินทุน กลับต้องมาแบกรับภาระหนี้หัวโตเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง พร้อมกับเสียเงินซื้อครีมลดริ้วรอยที่เกิดจากความเครียดเวลาที่เห็นดอกเบี้ย เมื่อไหร่จะรวยละครับทีนี้ แล้วจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อที่ว่าบัตรเครดิตจะไม่ก่อให้เกิดโทษ

วินัยในตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คุณไม่ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิต คุณคงจะคิดว่าคำตอบเหมือนกำปั้นทุบดินเสียเหลือเกิน เพราะข้อนี้ถึงไม่ต้องบอกก็เชื่อแน่ว่าทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว แต่กระนั้นก็คงจะไม่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะผมต้องการย้ำให้คุณตระหนักถึงความมีวินัยในตนเองทุก ๆ เรื่องอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเรื่องของเงินทอง ไม่เช่นนั้นแล้วก็ยากที่จะร่ำรวย เพราะถึงแม้จะเป็นอะไรที่รู้ดีอยู่แล้วแต่กลับเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดก็ว่าได้ การที่คุณจะใช้บัตรเครดิตแต่ละครั้ง สิ่งที่คุณต้องตระหนักคือทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายนั่นคือหนี้สิน แม้ข้อดีของบัตรเครดิตจะช่วยทำให้คุณไม่ต้องพกเงินสดติดตัว แต่มันก็ทำให้คุณเป็นคนมือเติบเอาได้ง่าย ๆ

แต่ข้อเสียของบัตรเครดิตจะมีหรือไม่มี มันขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเองเป็นหลัก ถ้าคุณมีวินัยทางการเงินที่ดี บัตรเครดิตก็จะไม่ใช่ปัญหา และตรงกันข้าม บัตรเครดิตจะกลายเป็นเครื่องมือที่คุณสามารถนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน หรือใช้เปิดประตูสู่เส้นทางแห่งความร่ำรวยก็ได้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการถือบัตรเครดิต คุณต้องรู้ถึงขีดจำกัดความสามารถของตนเองว่ามีมากน้อยแค่ไหน สามารถรองรับหนี้ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ถ้าคุณรู้ในส่วนนี้คุณก็จะสามารถใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์ต่อคุณได้

กสิกรฯ – เมือง​ไทย ผุดประกันชิวิต​แบบบำนาญ

นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ ​ผู้ช่วยกรรม​การ​ผู้จัด​การ ธนาคารกสิกร​ไทย ​เปิด​เผยว่า ธนาคารกสิกร​ไทย ร่วมกับบริษัท ​เมือง​ไทย ประกันชีวิต จำกัด ​ได้ออกผลิตภัณฑ์ประกัน​ใหม่ ประกันชีวิต​แบบบำนาญ Pro Annuity A90/A60 ​เพื่อ​เป็นทาง​เลือกสำหรับ​ผู้มีราย​ได้ประจำที่กำลังหาผลิตภัณฑ์ลงทุน​เพื่อสิทธิ์​ใน​การลดหย่อนภาษี ​และ​เป็น​เงิน​เ​ก็บออมสำหรับ​การดำรงชีพที่มั่นคง​แน่นอน​ในวัยหลัง​เกษียณ ​โดยประกันชีวิต​แบบบำนาญ ฯ ​แบบ​ใหม่นี้ จะ​เน้น​เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีราย​ได้ประจำ อายุระหว่าง 20-55 ปี วง​เงินประกันตั้ง​แต่ 100,000 ​ถึง 4,000,000 บาท ​ซึ่ง​ผู้​ทำประกันสามารถนำ​ไป​ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี​ได้สูงสุด​ถึง 300,000 บาท ​ในปีภาษีที่กรมธรรม์​ได้รับอนุมัติ​แล้ว​เป็นต้น​ไป ​และ​ไม่ต้องตรวจสุขภาพ

ทั้งนี้​ผู้​เอาประกัน จะชำระ​เบี้ยประกัน​ถึงอายุ 60 ปี หลัง​เกษียณตั้ง​แต่อายุ 60 ​ถึงอายุครบ 90 ปี จะ​ได้รับ​เงินบำนาญทุกปี ปีละ 20% ของทุนประกัน รวมผลตอบ​แทนตลอดสัญญา 620% ​ในกรณีที่​ผู้​เอาประกันกลาย​เป็นบุคคลทุพพลภาพ​โดยสิ้น​เชิงระหว่างชำระ​เบี้ยประกัน จะ​ได้รับสิทธิ์ยก​เว้น​การชำระ​เบี้ย รวม​ทั้งมี​ความคุ้มครอง​การ​เสียชีวิตก่อนรับ​เงินบำนาญสูงสุด​ถึง 140% ของ​เบี้ยประกันสะสมอีกด้วย

นายศีลวัต กล่าวว่า ​การออกกรมธรรม์ประกันชีวิต​แบบบำนาญ Pro Annuity A90/A60 จะช่วย​ให้ผลิตภัณฑ์ด้านประกันชีวิตของธนาคารกสิกร​ไทยมีรูป​แบบที่หลากหลาย ​และครบถ้วนสำหรับ​ให้ลูกค้า​ได้​เลือกลงทุน​และออม​เงิน ​โดยธนาคาร ฯ ตั้ง​เป้ายอดขายกรมธรรม์ดังกล่าว​ไว้​ในปี​แรกประมาณ 50 ล้านบาท ​ผู้ที่สน​ใจสมัคร​ทำประกันชีวิต​แบบบำนาญ Pro Annuity A90/A60 ​ได้ที่ธนาคารกสิกร​ไทยทุกสาขาทั่วประ​เทศ ​โดย​ผู้สมัครภาย​ในวันที่ 30 ธันวาคม 2554 สามารถ​เลือกชำระ​เบี้ยประกันรายปีผ่านบัตร​เครดิตกสิกร​ไทย พร้อมสิทธิ์​การผ่อนชำระ​เบี้ยประกัน ดอก​เบี้ย 0% นาน 3 ​เดือน

รู้สึกหดหู่ กับ บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง

วันที่ 04 ม.ค. 2555 14:07:25 เรื่อง ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรายการ หรือการขอข้อมูลธุรกรรมย้อนหลังผ่านบัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง เรียน ท่านสมาชิกบัวหลวง ไอแบงก์กิ้งทุกท่านได้ทราบ โดยทางบัวหลวงได้แจ้งว่า ธนาคารขอเรียนให้ท่านทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป ธนาคารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจสอบรายการ หรือการขอข้อมูลธุรกรรมที่ทำผ่านบัวหลวง ไอแบงก์กิ้งหลังจากวันที่เกิดรายการเกินกว่า 45 วัน ที่มิได้เป็นความผิดของธนาคารในอัตรา 100 บาทต่อรายการ โดยธนาคารจะหักค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากบัญชีที่ท่านระบุให้ตรวจสอบรายการ หรือขอข้อมูลธุรกรรมย้อนหลัง

ในการขอตรวจสอบรายการ หรือขอข้อมูลธุรกรรมที่ทำผ่านบัวหลวง ไอแบงก์กิ้งหลังจากวันที่เกิดรายการเกินกว่า 45 วันนั้น โปรดติดต่อสาขาที่ท่านเปิดบัญชี พร้อมยื่นเอกสารดังนี้

• หนังสือแจ้งความประสงค์ระบุเลขที่บัญชีเงินฝาก และรายการที่ขอตรวจสอบ หรือขอข้อมูลธุรกรรมย้อนหลัง
• สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก
• สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หริอหนังสือเดินทาง (เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น)

ซึ่งธนาคารจะแจ้งให้ท่านทราบเมื่อดำเนินการตรวจสอบรายการ หรือค้นหาข้อมูลธุรกรรมย้อนหลังเรียบร้อยแล้ว

หากท่านต้องการรายละเอียดเพีมเติม โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่บัวหลวงโฟน โทร. 1333 (กด 161) หรือ 0-2645-5555 (กด 161) ขอแสดงความนับถือ จาก บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง

ผมอ่านแล้วรู้สึกหดหู่ เหมือนกับว่า บัวหลวง มันคิดเงินทุกการกระทำเลย ผมเป็นลูกค้าบัวหลวง ธนาคารเดินมาขอให้เปิดบัญชีแถมยังขอร้องให้ทำบัตรเครดิต ผมก็เลยเปิดใช้บริการ ไอแบงก์กิ้งด้วย คิดว่ามันจะสะดวกเหมือนกับ ไอแบงก์กิ้งของธนาคารอื่น ปรากฏว่าไม่ใช่เลย ทุกๆ การกระทำต่างบัญชี จะต้องเสียเงินทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการ โอน จ่าย ปรับเปลี่ยน ไม่นึกไม่ฝัน ทั้งๆ ที่ธนาคารอื่น การโอนหรือโยกย้ายเงินผ่านบัญชีต่างธนาคาร จะไม่คิดเงิน หรือคิดก็ไม่มาก แต่ทางบัวหลวงไอแบงก์กิ้ง เล่นคิดซะทุกรายการ

แบบนี้ไม่ไหว ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงใช้บริการอยู่ได้ บัญชีเงินเดือนของผมเองทั้งๆ ที่เป็นบัญชีออมทรัพย์ปกติเหมือนกับที่อื่นๆ แต่ที่นี่มีการระบุไว้ว่าถ้ามีเงินคงเหลือไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ จะหักค่ารักษาบัญชีอีก อาไรกัน ไอแบงก์กิ้งบัวหลวง โอนเงินต่างธนาคารก็คิดตัง แล้วนี่ยังจะออกกฏใหม่มาอีก เรื่องการขอรายการย้อนหลังเกิน 45 วัน ทั้งๆ ที่ธนาคารอื่นขอดูรายการได้เป็นปีก็ไม่เสียตังก์ซักบาท

ถ้าไม่ติดที่เป็นบัญชีเงินเดือน ผมไม่ใช้บริการหรอก แบบนี้ หรือว่ายังรวยไม่พอ ขูดเลือดขูดเนื้อลูกค้าอยู่ได้

การหักลดหย่อนภาษี 2554

การหักลดหย่อนค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ โดย สุเทพ พงษ์พิทักษ์ การหักลดหย่อนค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กรณีการหักลดหย่อนค่าซ่อมบ้านและค่าซ่อมรถ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕ และขณะนี้ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งกรมสรรพากรได้ออกคำชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการภาษีดังกล่าว จึงขอนำมาเป็นประเด็นดังนี้

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหักลดหย่อนค่าซ่อมบ้าน

  • 1. ยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เป็นอาคาร หรือที่อยู่ในเขตอาคาร หรือห้องชุดในอาคารชุด หรือทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับตัวอาคารหรือในเขตอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เช่น
    1. (1) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร เช่น ค่าสี ทาบ้าน ห้องชุดในอาคารชุด หรือตึกแถว ค่ากระเบื้อง ค่าฝ้าเพดาน ค่าหลังคา ค่าอิฐ ค่าปูน ที่ใช้ในการซ่อมแซม และค่าแรงในการซ่อมแซม
    2. (2) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดกับตัวอาคารหรือห้องชุด เช่น ค่าซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ built-in
    3. (3) ค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีการประกอบติดตั้งติดอยู่ในเขตอาคาร เช่น ค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมรั้ว ประตูรั้ว กำแพง โรงรถ สระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา รวมทั้งค่าแรง
  • 2. ต้องเป็นการซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย
  • 3. กรณีผู้มีเงินได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยจำนวนหนึ่งแห่ง หรือเกินกว่าหนึ่งแห่ง ให้ได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าซ่อมแซมทรัพย์สินนั้นทุกแห่งตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วไม่เกิน 100,000 บาท
  • 4. ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานดังนี้
    1. (1) หลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย หรือหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้เช่าอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย หรือหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยนั้นเป็นที่อยู่อาศัยหรือใช้ประกอบกิจการหรือใช้ประโยชน์อื่น
    2. (2) หลักฐานเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่แสดงตัวผู้รับเงินและผู้จ่ายเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่าย รายการที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่าย และลายมือชื่อของผู้รับเงิน
  • 5. ผู้มีเงินได้ต้องใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีที่ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซม โดยให้ใช้สิทธิได้ในปีภาษี 2554 และปีภาษี 2555 และหากผู้มีเงินได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งสองปีภาษี ให้ได้รับลดหย่อนภาษีตามที่ได้จ่ายจริงในแต่ละปีภาษีแต่รวมกันสองปีภาษีแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหักลดหย่อนกรณีค่าซ่อมรถ

  • 1. ยกเว้นเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่รวมกันทั้งหมดแล้ว ไม่เกิน 30,000 บาท เช่น ค่าซ่อมแซมสีรถ เบาะรถ ล้อรถ ระบบแอร์ในรถ หรืออุปกรณ์ที่ติดกับตัวรถซึ่ง เสียหายจากการถูกน้ำท่วม
  • 2. ต้องเป็นการซ่อมแซมรถที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยในระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555 และผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นเจ้าของรถต้องอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย
  • 3. กรณีผู้มีเงินได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย จำนวนหนึ่งคันหรือเกินกว่าหนึ่งคัน ให้ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับค่าซ่อมแซมรถทุกคันตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันแล้วไม่เกิน 30,000 บาท
  • 4. ผู้มีเงินได้ต้องมีเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้
    1. (1) หลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของรถหรือหลักฐานแสดงการเช่าซื้อรถ ซึ่งได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและมีการจ่ายค่าซ่อมแซมรถนั้น
    2. (2) หลักฐานเอกสารการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถที่แสดงตัวผู้รับเงินและผู้จ่ายเงิน วัน เดือน ปี ที่จ่าย รายการที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่าย และลายมือชื่อของผู้รับเงิน
  • 5. ผู้มีเงินได้ต้องใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีที่ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถ โดยให้ใช้สิทธิได้ในปีภาษี 2554 และปีภาษี 2555 และหากผู้มีเงินได้จ่ายเงินค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถดังกล่าวทั้งสองปีภาษี ให้ได้รับลดหย่อนภาษีตามที่ได้จ่ายจริงในแต่ละปีภาษี แต่รวมกันสองปีภาษีแล้วต้องไม่เกิน 30,000 บาท

หลักเกณฑ์การนำรายการยกเว้นภาษีเงินได้ดังกล่าวไปขอหักเป็นค่าลดหย่อน

การยกเว้นภาษีทั้งสองกรณี ให้คำนวณหักเสมือนเป็นค่าลดหย่อน โดยกรอกในแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ในส่วนของ “รายการลดหย่อนและยกเว้นหลังหักค่าใช้จ่าย” ใน “ข้อ 12. อื่นๆ”

ทางเลือกของการออมเพื่อเกษียณอายุ How to Mutual Funds

เมื่อไม่กี่ปีก่อนเราซื้อข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวได้ชามละ 20 บาท ปัจจุบันต้องใช้เงินถึง 30-40 บาท ถึงจะได้กินข้าวแกง 1 จาน หรือก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม ลองนึกดูว่า หากเราเกษียณอายุ ไม่มีงานทำ แล้วเราจะต้องมีเงินเก็บมากขนาดไหน จึงจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิต

มาลองคิดตัวเลขคร่าวๆ กันว่า หากเราต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท โดยคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อหลังเกษียณอีก 10 ปี เราจำเป็นต้องมีเงินออมที่ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ 4% ต่อปีแล้วเพื่อไว้ใช้จ่าย 1.4 ล้านบาท แต่หากคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อหลังเกษียณอีก 20 ปี เราจำเป็นต้องมีเงินออมเพื่อไว้ใช้จ่ายถึง 3.5 ล้านบาท เพราะยิ่งวันเวลาผ่านไป เงินของเราจะถูกลดมูลค่าลงเรื่อยๆ โดยสาเหตุจากเงินเฟ้อ จึงต้องคำนึงถึงค่าเงินที่ลดทอนลงด้วย

อย่างไรก็ตาม เราๆท่านๆ ก็น่าจะอุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าปัจจุบันนี้ เรามีทางเลือกสำหรับการออมเพื่อเกษียณให้เลือกอยู่หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ไปจนถึงการทำประกันชีวิตแบบมีเงินได้ประจำเป็นรายปี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือเป็นการให้สวัสดิการของนายจ้าง นอกเหนือจากค่าแรงที่ได้รับประจำ โบนัส หรือสวัสดิการอื่นๆ กองทุนประเภทนี้มีการจัดตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ก่อนปี 2527 และมีการออกเป็นกฎหมายในปี 2530 เป็นกองทุนที่นายจ้างลูกจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้น โดยจะจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือนในอัตรา 2-15% ของค่าจ้าง ยิ่งออมนานเท่าไร ยิ่งเป็นหลักประกันว่าลูกจ้างจะมีเงินออมไว้ใช้ยามที่ออกจากงานมากเท่านั้น ปัจจุบันมีนายจ้าง 9,367 รายและลูกจ้าง 1.98 ล้านคน ที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขึ้นซึ่งมีอยู่ 514 กองทุนค่ะ

อย่างไรก็ดี ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมดของประเทศที่มีอยู่ราว 13 ล้านคน ทั้งนี้เพราะการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นแบบสมัครใจ ดังนั้น เพื่อให้เกิดการออมอย่างกว้างขวาง ภาครัฐได้จัดตั้งกองทุนประกันสังคมขึ้นในปี 2533 เพื่อบังคับให้นายจ้างที่มีการจ้างแรงงานทุกรายต้องเข้าระบบกองทุนประกันสังคมค่ะ ภายใต้ระบบกองทุนประกันสังคม มีความคุ้มครองกรณีชราภาพ โดยกรณีดังกล่าวนายจ้างลูกจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนทุกเดือนฝ่ายละ 3 % ของค่าจ้าง และเมื่อลูกจ้างลาออก ลูกจ้างที่จ่ายเงินเข้ากองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปีจะได้รับเงินจากกองทุนในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย โดยคิดจากฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ปัจจุบันมีนายจ้างเกือบ 400,000 ราย และมีลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนอยู่ราว 9 ล้านคน

สำหรับข้าราชการ ภาครัฐได้ริเริ่มจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ขึ้นเมื่อปี 2539 เพื่อนำมาใช้แทนระบบการจ่ายบำเหน็จบำนาญแบบเดิม ภายใต้ระบบกองทุนกบข. ข้าราชการต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 3 ของเงินเดือน แล้วนายจ้างซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจะจ่ายสมทบให้อีกในอัตราเดียวกัน และในปีนี้ได้เปิดโอกาสให้สมาชิก กบข. สามารถเลือกสะสมเพิ่มจากอัตราดังกล่าวได้อีกตั้งแต่ร้อยละ 1 – 12 ทั้งนี้ ผู้เกษียณจะได้รับเงินจากกองทุนตามจำนวนเงินที่สมาชิกจ่ายเข้ากองทุนและผลประโยชน์จากเงินดังกล่าว ปัจจุบันมีข้าราชการที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุน กบข. ราว 1.2 ล้านคน

สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเป็นเจ้าของกิจการซึ่งเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้างในตัวเองและไม่เข้ากับระบบกองทุนทั้งสามที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งมีอยู่ราวๆ 7 ล้านคน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund) หรือที่รู้จักกันในนาม RMF เพื่อเป็นช่องทางให้ใครก็ตามที่ต้องการออมเงินระยะยาวให้นำเงินมาลงทุนใน RMF ได้ ทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีสวัสดิการออมเงินเพื่อวัยเกษียณแบบอื่นๆ หรือมีสวัสดิการแล้ว เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. แต่ยังมีความสามารถในการออมเพิ่ม โดยสามารถลงทุนได้ไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ประจำปี หรือไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท และไม่เกิน 500,000 บาท และจะต้องลงทุนต่อเนื่องกันไปอย่างน้อย 5 ปี จนถึงอายุ 55 ปีจึงจะขายคืนหน่วยลงทุนเพื่อนำเงินออกมาใช้ได้ค่ะ

ส่วนการประกันชีวิตนั้นมีหลายแบบ แต่ละแบบจะมีลักษณะความคุ้มครองและผลประโยชน์แตกต่างกันออกไป การประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำรายปี (Annuity Life Insurance) นั้น เป็นการประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ ให้แก่ ผู้เอาประกันภัยทุกเดือนนับแต่ผู้เอาประกันภัยเกษียณอายุ หรือมีอายุครบ 55 ปี หรือ 60 ปี แล้วแต่เงื่อนไขในกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ โดยผู้เอาประกันชีวิตสามารถเลือกซื้อหรือเลือกประเภทสำหรับระยะเวลาการจ่ายเงินได้ประจำนี้ การประกันในรูปแบบนี้จะเน้นการออมทรัพย์มากกว่าการคุ้มครอง และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีรายได้ภายหลังเกษียณอายุ หรือผู้ที่ต้องการสร้างเงินบำนาญไว้ในยามชรา โดยมีอัตราเบี้ยประกันค่อนข้างสูง

การออมผ่านทางเลือกทั้ง 5 รูปแบบที่กล่าวมาข้างต้นได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วยกันทั้งนั้นค่ะ เพราะรัฐสนับสนุนให้ทุกคนมีการออมเงินระยะยาวเพื่อเก็บไว้ใช้ตอนที่ไม่มีรายได้จากการทำงาน ….การออมไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญ เริ่มต้นออมตั้งแต่วันนี้

ที่มา : ข่าวสารกองทุน

Property Funds กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ How to Mutual Funds

ช่วงนี้วงการอสังหาริมทรัพย์คึกคักกันเป็นพิเศษ สาเหตุที่สำคัญเป็นเพราะได้รับอานิสงค์จากมาตรการด้านภาษีของรัฐบาล ซึ่งช่วยให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างได้รับประโยชน์จากการซื้อขาย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30 % จากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยแล้ว กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็กลายเป็นดาวเด่นสำหรับนักลงทุนต่างชาติขึ้นมาเช่นกัน ปริมาณการซื้อขายหน่วยลงทุนกลับมาคึกคักหนาแน่น ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และบริษัทจัดการหลายรายต่างพากันจับมือเตรียมเข็นกองทุนอสังหาริมทรัพย์กองใหม่ออกขายอีกหลายกอง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กันค่ะ

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ นั้นเกิดขึ้นมานานหลายสิบปีแล้วในต่างประเทศ แต่อาจใช้ชื่อเรียกที่ต่างออกไปจากชื่อที่ใช้เรียกในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะใช้ชื่อว่า Real Estate Investment Trusts หรือ REITs เป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนมากประเภทหนึ่ง ในขณะที่ในบ้านเรานั้นเพิ่งจะได้รับความนิยมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จัดเป็นกองทุนปิดประเภทหนึ่งที่ระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน โรงแรม ศูนย์การค้า คอนโดมีเนียม เป็นต้น โดยกองทุนรวมจะได้รับรายได้ในรูปของค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์แล้วนำมาจ่ายให้แก่ผู้ลงทุนในรูปเงินปันผล

การจัดตั้งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้น นอกจากบริษัทจัดการจะต้องจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์เช่นเดียวกับกองทุนรวมประเภทอื่นๆแล้ว ยังต้องจัดให้มีผู้ทำหน้าที่ประเมินค่าทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นประจำทุก 2 ปี และทำการสอบทานทุกปี เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีข้อมูลสำหรับการตัดสินใจลงทุน ส่วนการบริหารอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลพื้นที่และการเก็บค่าเช่านั้น บริษัทจัดการสามารถว่าจ้างมืออาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์มาบริหารจัดการแทนได้

การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้น ผู้ลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีไม่แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมประเภทอื่นๆ แต่ตัวกองทุนเองได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยกองทุนได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงาน ซึ่งหากนิติบุคคลลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปจะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 30 ส่วนมาตรการด้านภาษีที่รัฐบาลเพิ่งประกาศใช้ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% ค่าธรรมเนียมการจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% และภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3 % เหลือ 0.1% นั้น หากกองทุนมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเหล่านี้ก็จะเป็นผลให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ลดลง และได้รับผลกำไรมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็จะเป็นผลประโยชน์ของผู้ลงทุนนั่นเอง

ข้อดีของกองทุนอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ลงทุน นั้นมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินลงทุนในจำนวนที่ไม่มากแต่สามารถลงทุนในทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ ต่างจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงที่ต้องการเงินลงทุนก้อนใหญ่ ถ้ากองทุนมีการกระจายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หลายประเภท และอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นมีรายได้สม่ำเสมอ เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงงาน เป็นต้น จะสามารถลดความผันผวนของรายได้ของกองทุนนั้นๆ กล่าวคือ ขณะที่อสังหาริมทรัพย์หนึ่งมีรายได้ลดลง แต่อสังหาริมทรัพย์ในอีกธุรกิจหนึ่งอาจมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยลดความผันผวนของอัตราผลตอบแทน นอกจากนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ยังมีสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เพราะกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทุกกองที่ตั้งขึ้นในประเทศต้องจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้เมื่อต้องการ และโดยส่วนใหญ่มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์จะมีการปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นก็มีข้อควรพิจารณาเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในสิทธิการเช่าหรือสัญญาเช่า (Leasehold) มูลค่าของหน่วยลงทุนจะค่อยๆ ลดลงเมื่อระยะเวลาของสัญญาเช่าลดน้อยลง และจะลดลงเหลือศูนย์ ณ วันสิ้นสุดโครงการ หรือหมดมูลค่าในวันสุดท้ายของสัญญาเช่านั่นเอง ผู้ถือหน่วยจึงมีโอกาสจะได้รับเงินปันผลเฉพาะในช่วงเวลาที่กองทุนสามารถหาผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ได้ตามสัญญาเช่าเท่านั้น นอกจากนี้ ราคาของหน่วยลงทุนอาจเปลี่ยนแปลงได้ระหว่างที่มีการลงทุน ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์นั้นๆ ว่าสามารถบริหารจัดการกระแสเงินที่ได้รับจากค่าเช่าได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่

ผู้ที่สนใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง และเมื่อได้ลงทุนไปแล้วควรติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา : สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

กองทุนส่วนบุคคล ไปลงทุนต่างประเทศ How to Mutual Funds

ได้รู้จัก กองทุนส่วนบุคคล กันไปบ้างแล้ว มีผู้ลงทุนหลายท่านสอบถามถึง การลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล ว่าจะมีขั้นตอนเป็นอย่างไร และหากจะออกไปลงทุนในต่างประเทศจะยุ่งยากหรือไม่ วันนี้จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

กองทุนส่วนบุคคล

ผู้ลงทุนที่สนใจจะลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลนั้นสามารถลงทุนเป็นบุคคล กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคล หรือจะประกอบกันระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลด้วยก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่เกิน 35 ราย และควรจะต้องมีเงินทุนจำนวนมากพอสมควรเพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายการลงทุน และเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่ต้องการได้ เมื่อจะลงทุนก็สามารถทำสัญญาว่าจ้างบริษัทจัดการ ธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดการกองทุนให้ ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ต่างๆ หรือเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยกองทุนส่วนบุคคลเป็นการตกลงทำสัญญาระหว่างบริษัทจัดการกับผู้ลงทุนซึ่งเป็นลูกค้า ไม่มีขั้นตอนการยื่นขออนุมัติจัดตั้งกองทุนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เหมือนการจัดตั้งกองทุนรวม ผู้ลงทุนสามารถกำหนดกรอบและข้อจำกัดการลงทุนได้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญา ตลอดจนสามารถนำเงินลงทุนเพิ่ม/ถอน ได้ตามความประสงค์

เมื่อผู้ลงทุนได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทจัดการแล้ว ขั้นตอนต่อไปบริษัทจัดการก็จะจัดทำ Customer’s Profile เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ประสบการณ์ในการลงทุน วัตถุประสงค์ในการลงทุน ข้อจำกัด ระยะเวลา และความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนจะรับได้ และกรณีที่จะไปลงทุนต่างประเทศก็จะต้องทราบความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ กำหนดวงเงินลงทุนที่เหมาะสม รับทราบความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น ความเสี่ยงในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ความเสี่ยงเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น และในการไปลงทุนในต่างประเทศนั้น ผู้ลงทุนจะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย ขั้นตอนต่อไปบริษัทจัดการจะทำการขออนุมัติวงเงินของผู้ลงทุนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านสำนักงาน ก.ล.ต.

วงเงินลงทุนต่างประเทศ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

  • กรณีผู้ลงทุนเป็นนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับอนุมัติวงเงินลงทุนไม่เกิน 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • กรณีผู้ลงทุนเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท จะได้รับอนุมัติวงเงินลงทุนไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว บริษัทจัดการก็จะทำการขอใช้วงเงินผ่านระบบอนุมัติวงเงินของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยกรณีนิติบุคคลที่ได้รับวงเงินอนุมัติ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถยื่นขอใช้วงเงินลงทุนได้ครั้งละ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากใช้วงเงินไปแล้วถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถขอเพิ่มวงเงินได้อีก 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นนี้ไปจนถึง 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนนักลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดา สามารถยื่นขอลงทุนได้ครั้งละ 5 แสนเหรียญสหรัฐ และหากใช้วงเงินไปแล้วถึง 4 แสนเหรียญสหรัฐ สามารถขอเพิ่มวงเงินได้อีก 5 แสนเหรียญสหรัฐ เป็น 1 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นนี้ไปจนถึง 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นกัน แต่หากยังไม่ได้ใช้วงเงินลงทุนภายใน 30 วันจะถูกเรียกวงเงินคืน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สำนักงาน ก.ล.ต. กำลังดำเนินการปรับปรุงระบบขอใช้วงเงินที่กล่าวถึงนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น คาดว่าจะสามารถใช้งานระบบใหม่ได้ในเร็วๆ นี้

หลักทรัพย์ในต่างประเทศที่กองทุนส่วนบุคคลลงทุนได้

แบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ

  • หุ้น
  • ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน
  • หน่วยลงทุนของกองทุนรวม
  • Structured Notes
  • Derivatives

ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. ก็กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาขยายประเภททรัพย์สินที่กองทุนส่วนบุคคลสามารถลงทุนในต่างประเทศได้ โดยได้ตั้งคณะทำงานที่มีตัวแทนจากบริษัทจัดการ ธนาคารต่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญ จะทยอยออกประกาศเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภททรัพย์สินดังกล่าว เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า ผู้ที่ลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลนั้น เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนในระดับที่ดีและสามารถมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการลงทุนของตนเองได้

นับตั้งแต่สำนักงาน ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันมีบุคคลที่ได้รับอนุญาตไปลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุนส่วนบุคคลแล้ว โดยแบ่งเป็นบุคคลธรรมดาจำนวน 93 ราย และนิติบุคคล 5 ราย รวมทั้งสิ้น 98 ราย

ที่มา สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้

กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ เปิดให้นักลงทุนได้ตัดสินใจลงทุนกันแล้วในกองทุนใหม่นี้ โดยกองทุนนี้เป็นกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ ที่มีระดับความเสี่ยงกองทุนอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง และมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพียงบางส่วน มี 3 กองทุนด้วยกันคือ

กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ 3 เดือน #2 หรือ TFix-3M#2 (Roll Over) / กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 1Y7AI และ กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 6M1AI ทั้งหมดเป็นกองทุนตราสารหนี้น่าสนใจลงทุน ให้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก มีประกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ มีเสนอกองทุนใหม่ น่าลงทุนหลายกองทุน เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ที่มีระดับความเสี่ยงกองทุนปานกลาง ชื่อว่า กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ต่างประเทศ เอเอส 1Y15 หรือ SCBASF1Y15 กองทุนนี้มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนแบบเต็มจำนวน และให้ผลตอบแทนคาดการณ์ ประมาณ 2.80% ต่อปี อายุโครงการ ประมาณ 1 ปี (โดยไม่ต่ำกว่า 11 เดือน และไม่เกิน 1 ปี 1 เดือน) ลงทุนขั้นต่ำ 1,000,000 บาท

กองทุนนี้มีนโยบายการลงทุน ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทางการเงินและ/หรือเงินฝากของภาครัฐ และภาคเอกชนที่เสนอขายในต่างประเทศ ณ ขณะใดขณะหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยตราสารดังกล่าวมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือของผู้ออกตราสารอยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (investment grade) และ/หรือตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (non-investment grade) และ/หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated bond)ได้ ทั้งนี้ กองทุนจะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note)