ระบบการจัดการการขนส่ง หรือ TMS คืออะไร?

 

Transport Management Solutions หรือ TMS คืออะไร?

TMS เป็นระบบการจัดการการขนส่งที่ใช้ซอฟต์แวร์ในการช่วยให้ธุรกิจจัดการการดำเนินงานของห่วงโซ่อุปทานโลจิสติกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการประสานงานและเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์และวัสดุ

ระบบการจัดการการจัดส่งหรือ “Transportation Management System (TMS)” เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบมาเพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดส่ง เป็นส่วนย่อยของการจัดการห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวกับโซลูชั่นการจัดส่ง TMS ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมการจัดส่งได้อย่างอัตโนมัติและได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งในอนาคต

บริษัทผู้ผลิต องค์กรอีคอมเมิร์ซ และใครก็ตามที่จัดส่งสินค้าเป็นประจำต่างตระหนักว่ามีส่วนต่างๆ มากมายในกระบวนการจัดส่งทั้งที่เป็นจริงและที่เปรียบเปรย ตั้งแต่การแจ้งราคาจนถึงการจัดส่ง การจัดส่งสินค้าเหล่านั้นมักจะมองหาวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้จ่ายและปรับปรุงกระบวนการ ดังนั้นระบบการจัดการการจัดส่ง TMS จึงเป็นโซลูชั่นที่ช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จทั้งระบบ

 

หน้าที่และประโยชน์ทั่วไปของ TMS ได้แก่

  1. การวางแผนการจัดส่งพัสดุและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง – ฟังก์ชันนี้จะช่วยในด้านต่าง ๆ เช่นกำหนดวิธีการที่คุ้มค่าที่สุดในการจัดส่งคำสั่งซื้อ (truckload, ltl, air freight, intermodal ฯลฯ ) หรือวิธีที่ดีที่สุดในการรวมคำสั่งซื้อหลายรายการเข้าด้วยกัน การจัดส่ง ข้อตกลงอัตราค่าบริการและสัญญามักจะตั้งอยู่ในฟังก์ชั่นนี้เช่นกัน
  2. Routing Guide ช่วยในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดของผู้ขายให้เป็นไปตามตารางการกำหนดเส้นทางขาเข้าเป็นสิ่งสำคัญต่อการบริหารต้นทุน ศูนย์กลางการกำหนดเส้นทางสำหรับบริษัทที่มีสถานที่จัดส่งหลายแห่งสามารถปรับปรุงและปฏิบัติตามข้อกำหนดได้
  3. การบริหารจัดการการดำเนินการและการสื่อสารของผู้ให้บริการสื่อสารซึ่งรวมถึงเครื่องมือสำหรับช่วยในการเลือกผู้ให้บริการคำนวณค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง (รวมถึงค่าบริการสายการบินค่าธรรมเนียมน้ำมันและค่าบริการเสริม) การจัดซื้อจัดจ้างและอำนวยความสะดวกในการสื่อสารกับผู้ให้บริการ (ตั๋วแลกเงินและหลักฐานการจัดส่ง)
  4. ทัศนวิสัย / การติดตามการจัดส่ง ให้การอัปเดตสถานะทั้งสถานะการจัดส่งและการแจ้งเตือนเครื่องมือนี้ช่วยให้สามารถจัดการระบบการขนส่งและแจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงปัญหาในการจัดส่งที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้าต่อลูกค้าที่ให้บริการได้
  5. การตรวจสอบและการชำระเงินค่าขนส่ง การตรวจสอบการขนส่งและการชำระเงินโดยอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาและปรับปรุงความถูกต้องหรือยุติการพึ่งพาบุคคลที่สามภายนอก คาดว่าการตรวจสอบใบกำกับสินค้าเป็นประจำสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 4-5% ของค่าขนส่งต่อปี

 

TMS สร้างประโยชน์มากมายให้กับผู้ผลิต บริษัทจัดจำหน่าย และใครก็ตามที่จัดส่งสินค้าจะเข้าใจถึง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นมีมูลค่ามหาศาลกว่า เมื่อเทียบกับต้นทุนในการจัดส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น

หากแผนกจัดส่งสินค้าของคุณจะให้ความสนใจในการปรับปรุงระบบมากกว่าการคำนึงถึงแต่ค่าใช้จ่าย คุณกำลังคิดถูกแล้วเกี่ยวกับวิธีที่จะช่วยให้ธุรกิจของท่านใช้ประโยชน์จาก TMS แบบองค์รวมเพื่อผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงสุดระบบการจัดการขนส่ง Transport Management Solutions ช่วยให้การจัดการขนส่งเกิดความผิดพลาดน้อยลง ในการใช้ระบบ TMS สามารถเกิดประโยชน์ในด้านของการจัดการการขนส่งดังต่อไปนี้

 

ประโยชน์ที่ได้จากการจัดทำระบบ

  1. เพื่อลดความผิดพลาดจากการทำงานด้วยคนจากการวางแผน และติดตามการจัดส่งสินค้าโดยใช้ระบบอัตโนมัติร่วมกับระบบข้อมูลกลาง (SAP) และ GPS ทุกยี่ห้อ/ทุกผู้รับเหมาขนส่ง แทน
  2. ด้านการติดตามปัญหาการทุจริตจากการจัดส่งสินค้า
  3. ด้านความปลอดภัยและกฎหมายในการใช้รถใช้ถนน
  4. เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและความไว้วางใจให้กับลูกค้าในการจัดส่งสินค้า โดยสินค้าส่งถึงที่หมายตามเวลา และตรวจสอบได้แบบ Real Time
  5. สามารถดูภาพรวมการกระจายสินค้าทั่วประเทศในจุดเดียว ( TRANSPORTATION CENTER ROOM) ใช้เป็นข้อมูลในการประเมินประสิทธิภาพของผู้รับเหมา

 

 

ลงทุนใน ตราสารหนี้ ระยะสั้น หรือยาวดี

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ตราสารหนี้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงการลงทุนคงจะคุ้นเคย แต่นักลงทุนหน้าใหม่ ยังคงอาจจะไม่เข้าใจว่า ตราสารหนี้แบบนี้ เป็นอย่างไรและมีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้จึงขอเอ่ยถึงข้อมูลส่วนนี้กันสักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของคำว่า ตราสารหนี้ระยะสั้น และ ตราสารหนี้ระยะยาว

ตราสารหนี้ คืออะไร

ตราสารหนี้ ถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ก็คือสัญญาเงินกู้ที่ผู้ออกตราสารอยู่ในฐานะลูกหนี้ เนื่องจากผู้ออกตราสารจะต้องนำเงินไปลงทุนเพื่อขยายกิจการเพิ่มเติม เช่น ไปสร้างโรงงาน ไปซื้อสินค้า โดยผู้ออกตราสารตกลงจะจ่ายดอกเบี้ย และคืนเงินต้นให้ตามระยะเวลาของตราสารหนี้นั้นๆ ซึ่งอาจมีทั้งประเภทที่จ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้น หรือจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยทุกปีแล้วค่อยคืนเงินต้นเมื่อตราสารครบกำหนด

ตราสารหนี้แตกต่างจากสัญญากู้ทั่วๆ ไปที่ใช้กันเพราะตราสารหนี้นั้น โดยสามารถจะเปลี่ยนมือจากเจ้าหนี้คนหนึ่ง ไปยังเจ้าหนี้คนอื่นได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับตั๋วเงิน เช็ค ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญา ใช้เงิน ใบประทวนสินค้า

 

โดยทั่วไปตราสารหนี้มักมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราเงินฝากทั่วๆ ไปของธนาคาร ณ เวลาที่ออกตราสารหนี้ เพื่อดึงดูดให้คนนำเงินมาให้กู้ หรือมาซื้อตราสารหนี้ที่ออก เมื่ออัตราดอกเบี้ยธนาคารปรับเปลี่ยนสูงขึ้นก็จะมีตราสารหนี้ใหม่ๆ ที่จะมีอัตราสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารออกมาเสมอ

ตราสารหนี้มี 2 ประเภท

  • ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐ และองค์กรของรัฐ เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ที่ออกโดยองค์กรของรัฐบาล เช่น พันธบัตรของรัฐวิสาหกิจ หรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ตราสารหนี้ที่ออกโดยเอกชน เรียกว่าหุ้นกู้ มี 2 ประเภท คือ ตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้ และตราสารหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้

การแบ่งตราสารหนี้ ยังมีการแบ่งเป็น ระยะสั้น ระยะกลาง หรือ ระยะยาว แตกต่างกันไป

  • ตราสารหนี้ระยะสั้น ดอกเบี้ยก็จะต่ำ เพราะผู้ที่ออกตราสารจำหน่ายนั้น สามารถนำเงินไปใช้ในระยะอันสั้น และกิจการในขณะนั้นอาจจะยังไม่ทราบผลแน่ชัด เป็นการระดมเงินใหม่
  • ตราสารหนี้ระยะยาว ดอกเบี้ยจะสูง เพราะผู้ออกตราสารหนี้ สามารถนำเงินไปลงทุนหาผลประโยชน์ได้ยาวนาน แล้วนำผลประโยชน์นั้นมาจ่ายคืนให้กับผู้ลงทุนซื้อตราสาร

แต่อย่างไรก็ตาม ตราสารหนี้ระยะสั้น จะมีความเสี่ยงน้อยกว่า ตราสารหนี้ระยะยาว เพราะตราสารหนี้ระยะยาวนั้นอาจจะคาดการณ์ไม่ถึงว่าในระยะยาว กิจการของบริษัทดังกล่าวนั้นจะไม่ดี ตกต่ำหรือล้มละลาย ทั้งไม่สามารถนำเงินดังกล่าวออกมาได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้เงินในอนาคตอันใกล้ เว้นแต่นำออกขายอย่างรีบๆ จะได้ราคาต่ำ ยิ่งบริษัทนั้นกิจการไม่ดียิ่งแทบขายไม่ได้ ผู้ที่ซื้อตราสารหนี้นั้นจะประสบความสำเร็จในการซื้อขายได้ ต้องมีความสามารถมีประสบการณ์ และมีความรอบรู้ และสามารถพยากรณ์แนวโน้มของดอกเบี้ย ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเศรษฐกิจและการเมืองได้เป็นอย่างดี

คร่าวๆ กับเรื่อง ตราสารหนี้ระยะสั้น และ ตราสารหนี้ระยะยาว

การออมเงินแบบ Passive มีจริงหรือ

การออมเงินคืออะไร แล้ว ทำไมต้องออมเงิน?

อย่างแรกมาดูกันก่อนดีกว่า ว่าการออมเงินคืออะไรกันแน่

การออม หมายถึง ส่วนต่างระหว่างรายได้ และ รายจ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ เป็นเงินรายได้ที่เหลือจากการใช้จ่ายแล้ว และ นำมาเก็บสะสมที่ละเล็กทีละน้อยเพื่อให้พอกพูดขึ้นในอนาคต

คนที่รู้จักวิธีการเก็บออมนั้น ถือว่าเป็นคนที่มองการณ์ไกล ฉลาด เพราะว่าเป็นการเสียสละที่จะไม่ใช้จ่ายในวันนี้ เพื่อเก็บสะสมเอาไว้ใช้ในวันหน้า ทำให้ช่วยสั่งสมทรัพย์สิน และ ความมั่งคั่งได้ คนที่ร่ำรวยในสังคมส่วนใหญ่จะมีนิสัยการออมที่ดี ไม่ใช่แค่เพราะโชคช่วย หรือ เกิดมาบนกองเงินกองทอง

จุดเริ่มต้นของการออม จะต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ลงมือทำเริ่มจากจำนวนเล็กน้อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มทีละนิด สร้างเป้าหมายให้ตัวเองว่าคุณต้องการออมเงินไปเพื่ออะไรแล้วไปให้ถึงจุดหมายด้วยวินัยในการออม

การออมเงินแบบ Passive คืออะไร?

อย่างแรกขอพูดคร่าวๆถึงการสร้าง Passive Income ก่อน โดยการสร้าง Passive Income ก็คือการสร้างรายได้ที่ได้มาโดยเราไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลา หรือ แรงงานกับการสร้างรายได้ส่วนนี้มากเกินไป เราจะมีอิสระในด้านการเงิน และ เวลา โดยสามารถทำได้หลายวิธี แต่กรณีนี้ จะนำเสนอวิธีการสร้าง Passive Income ด้วยการสร้างเงินปันผลทบต้น ที่มีที่มาจาก ดอกเบี้ยทบต้น นั่นเอง

การฝากเงินไว้กับธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยอาจจะไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่ตรงนี้คืออยากให้ดูเรื่องของดอกเบี้ยทบต้นเป็นตัวอย่าง ว่ามันสามารถทำอะไรให้เราได้บ้าง โดยหากเรามีเงินแล้วสามารถทำได้แบบนี้ เราสามารถเป็นเศรษฐีกันได้ทุกคนแน่นอน ดอกเบี้ยทบต้น 10% ระยะเวลา 10 ปีเมื่อฝากเงินครั้งแรกจำนวน 10,000 บาท

 

พอเห็นทิศทางกันมั้ยเอ่ย ถ้าเก็บกินดอกเบี้ยทบต้นเป็นเวลา 20 ปีก็จะมีเงินที่ 67,275 บาท 30 ปี เงินเก็บมีอยู่ที่ 174,494.02 บาท! คิดว่าคงพอจะเห็นแนวทางการเก็บเงินแบบทวีคูณกันแล้ว

การสร้างผลลัพธ์ที่สามารถทวีคูณได้แบบนี้เป็นสิ่งที่ใครๆก็ต้องการแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะหาผลตอบแทนที่ไหนที่ให้ 10% คำตอบง่ายๆ ตลาดหุ้น

การซื้อ-ขายหุ้นสามารถสร้างรายได้ให้เราได้ ซึ่งก็คือเงินปันผลของหุ้นที่เราซื้อนั่นเอง ในตลาดหุ้นไทย หากเราสามารถหาหุ้นที่มีพื้นฐานดีๆ และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ 7-10% ได้ไม่ยากแต่ก็ต้องทำการศึกษากันให้ดีเสีย

ก่อนที่จะทำอะไรลงไป หากเราสามารถสร้างเงินปันผลส่วนนี้ได้ นำเงินส่วนนี้มาซื้อหุ้นเพื่อนำกลับเข้าระบบของเราเอง จะทำให้เราได้รับผลตอบแทนสูงยิ่งๆขึ้นไป ไม่จำเป็นจะต้องมาหวังพึ่งดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่น้อยนิด แถมในที่สุดแล้วยังสามารถส่งต่อให้เป็นมรดกให้ลูกให้หลานต่อไปได้อีกด้วย

ดังนั้น การออมเงินแบบ Passive นั้นมีอยู่จริง และ สามารถทำได้จริง แต่ว่าเหมือนทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน วิธีที่ดีที่สุดก่อนจะผลีผลามลงมือก็คือการศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วน ตรึกตรองให้ดีก่อน แล้วค่อยลงมือทำ บางสถาบันการเงินมีแนะนำวิธีการการออมและลงทุนเช่น Plan Your Money ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ขอให้ทุกท่านโชคดีกันทุกคน

หากำไรจากเงินเก็บ

หลายๆ ท่านในที่นี้เชื่อแน่ว่า มีเงินเก็บ แต่จะทำอย่างไรให้เงินเก็บนั้น งอกเงยเพิ่มมากขึ้นโดยที่ท่านไม่ต้องทำอะไรกับเงินก้อนนั้น หากจะนำไปฝากธนาคาร กว่าจะได้ดอกเบี้ย หรือได้ดอกเบี้ยมาก็ไม่คุ้มค่า เหมือนเงินเพิ่มมาเพียงนิดเดียว หนำซ้ำยังต้องเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่วนเพิ่มที่เป็นรายได้ น้อยกว่าส่วนที่ต้องเสียไป แบบนี้จะเก็บเอาไว้ทำไม ถอนมาใช้ให้หมดซะเลย เอ้า อย่าถึงกระนั้นเลย เพราะการออมเงิน มีวิธีที่ดีกว่านั้นในการบริหารเงินเก็บ ทำอย่างไรให้เงินเก็บงอกเงยและได้กำไรจากเงินเก็บ เค้าเรียกว่า การทำให้เงินเก็บทำงานให้เรา

เรื่องของการออมเงินมีมากมายหลายร้อยหลายพันวิธี บางคนมีเคล็ดลับของตนเอง บางคนก็ทำตามผู้อื่น แต่การจะสร้างเงินออมขึ้นมาได้หรือไม่นั้น ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าวินัย นั่นคือคุณต้องมีวินัยในการใช้จ่ายเงินที่ดี ตั้งใจทำอะไรแล้วก็ทำให้จริงจัง เช่นตั้งใจจะเก็บเงินก็ควรจะเก็บเงิน และนึกถึงเรื่องการเก็บเงินก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่ผัดวันประกันพรุ่งมันไปเรื่อย เดี๋ยวก่อน พรุ่งนี้ก่อนค่อยเก็บ หากคิดเช่นนี้การที่คุณจะสร้างเงินออมของคุณก็จะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

เพราะเมื่อวันหนึ่งคุณเก็บเงินได้สักก้อนหนึ่ง เงินก้อนนั้นก็จะหมดไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ดี หากถามว่าระหว่างการออมเงินกับการสร้างหนี้ อะไรทำได้ง่ายกว่ากัน ในส่วนนี้คงต้องแยกคำตอบออกเป็น 2 ประเด็น และต้องบอกว่ามันไม่ใช่จะตอบได้ว่าอย่างไหนยากหรือง่ายไปกว่ากัน แต่มันขึ้นอยู่ที่วิธีคิด คนบางคนอาจจะคิดว่าซื้อมาก่อนค่อย ๆ ผ่อนใช้ดีกว่าเสียเงินก้อน ในขณะที่บางคนคิดว่ารอให้เก็บเงินได้ก่อนค่อยซื้อ จะได้ไม่ต้องเป็นหนี้ ฉะนั้นคำตอบของคำถามในข้างต้นก็คือ “มันสามารถทำได้ง่ายด้วยกันทั้งคู่” ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะเลือกอย่างใด

ถ้าคุณคิดว่าวันหนึ่งคุณจะต้องรวย คุณคิดเพียงอย่างเดียวไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการเฟ้อฝันลมๆ แล้งๆ และถ้าคุณคิดแต่จะรอให้สร้างเงินเก็บพอจะเป็นทุนสักก้อนเสียก่อน ยังไงเสียคุณก็ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้อยู่ดี เพื่อที่ว่าจะเป็นรากฐานที่ดีไปสู่ความมั่งคั่งของตนเอง สิ่งแรกที่คุณต้องทำก่อนเลยก็คือ ปรับเปลี่ยนที่ตนเอง และเคล็ดลับง่ายๆ ในการออม คือปรับเปลี่ยนตนเองให้มีความคิดแบบยาจก เพราะเมื่อคุณปรับเปลี่ยนตนเองให้มีพื้นฐานของยาจกแล้วละก็ คุณจะไม่มีวันจนลงไปกว่าเดิม ตรงกันข้าม คุณจะกลายเป็นคนมีเงินขึ้นมาในทันทีและเชื่อเถอะว่าไม่นานคุณจะกลายเป็นเศรษฐีแน่นอน แล้วยายกเขาคิดกันยังไง ก็คิดง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เอาแค่อิ่มท้อง เรื่องหน้าตาไม่ต้องสนใจ

ก่อนอื่นให้สำรวจตัวเองดูก่อนว่ามีนิสัยที่จะทำให้เงินที่หามาได้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ ถ้ามีคุณต้องรีบปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะไม่เช่นนั้นแล้วต่อให้คุณหาเงินได้มากเท่าไหร่ เงินที่หามาได้ก็จะหมดไปโดยที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรให้คุณเลย คุณจะกลายเป็นทางผ่านของเงิน ไม่ใช่คนที่มีเงิน

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างในปัจจุบันนี้ การรัดเข็มขัดและการใช้จ่ายอย่างประหยัดถือเป็นเรื่องสำคัญ และคงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ตลอดจนต้องคิดหาวิธีการออมเงินที่จะไม่ทำให้มันเสื่อมมูลค่าลงไป แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ก่อนที่คุณจะคิดว่าคุณจะต้องเก็บเงินด้วยวิธีการใด หรือต้องอดออมในส่วนใดบ้าง คุณไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองว่าจะต้องหยอดกระปุกทุกวัน ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องอดมื้อกินมื้อแค่คุณรู้จักทำให้เงินออมของคุณเพิ่มมูลค่าได้ด้วยของมันเองก็เพียงพอแล้ว

เมื่อเก็บเงินได้แล้วต้องทำอย่างไร

หลายคนในที่นี้เก็บเงิน แต่ไม่ได้บริหารเงิน เก็บอย่างเดียว เหตุผลคือคนรวยกับคนจนนั้นต่างกัน คนรวยจะคิดหาวิธีให้เงินทำงาน แต่คนจนจะหาวิธีทำงานให้ได้เงิน แต่ทั้งสองอย่างที่เหมือนกันคือ เก็บเงิน คนรวยเก็บเงินแต่ต้องให้งอกเงยเพื่อเอาส่วนต่างมาใช้จ่าย คนจนเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายยามจำเป็น ความเหมือนที่แตกต่าง คนรวยมีเงินต้น แต่คนจนเงินต้นลดลงทุกวัน แล้วจะทำอย่างไรให้เงินเก็บนั้น งอกเงยมีผลกำไรเพื่อจะมาทำให้เงินเก็บนั้น มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นๆ

หลักการง่ายๆ คือ เก็บเงินไว้ที่ไหนให้ได้ดอกเบี้ยสูง และเงินต้นยังคงอยู่ ส่วนนี้ต้องขยันหาข้อมูลเสียหน่อย แล้วจะรู้ว่า การเก็บเงินไม่ใช่แค่เอาเงินมาเก็บ แต่เป็นการบริหารเงินเก็บให้งอกเงย เป็นการหากำไรจากเงินเก็บที่ไม่ต้องเสียเงินเก็บ

ลงทุนรวยเร็วด้วยวัยแค่เลข 2

การลงทุนที่รอบคอบให้เร็วตั้งแต่อายุขึ้นต้นเลข 2 จะยิ่งเพิ่มความได้เปรียบการเงินให้คุณ เป็นไอเดียที่ทำได้และไม่เกินจริง ซึ่ง Investopedia ได้พยายามเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์โน้มน้าวหนุ่มสาวทั่วโลก รวมทั้งคนไทยทั้งในและต่างประเทศให้เข้าใจปฏิบัติกันอย่างจริงจัง และหากคุณยังอยู่ในวัยเลข 2 หรือมากกว่านี้ สนใจแต่ยังไม่ได้คิดยังไม่ได้เริ่มต้น หากลองคิดลองทำรีบบริหารจัดการเงินตามคำแนะนำของกูรูก็น่าจะช่วยให้ทุกคนเพิ่มทักษะลงทุนต่อยอดเงิน แก้ไขความเข้าใจผิดด้านการลงทุน เพื่อให้ถึงเป้าหมายในอนาคต มั่งคั่งร่ำรวย การเงินยิ่งมั่นคงแข็งแกร่ง

อุปสรรค์ของคนที่ไม่ยอมรวย

มีสิ่งลวงใจไม่อยากลงทุน ซึ่งคนรุ่นใหม่ในช่วงวัย 20 บวก มักมีสิ่งยั่วยวนล่อใจ ให้คิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะคิดเกี่ยวกับการลงทุน และในช่วงการเริ่มต้นชีวิตทำงานของหนุ่มๆ สาวๆ ก็ยุ่งสาละวนอยู่กับเพื่อนฝูงและงานอดิเรก ยิ่งกว่านั้นวัยนี้กลับยอมแบกภาระหนี้ไว้มากมาย ทั้งการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ จนทำให้การลงทุนดูเหมือนเป็นบางสิ่งบางอย่างที่พวกเขาจะต้องรอคอย

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นความเข้าใจและการมองแบบผิดๆ เกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย แต่หนุ่มสาวที่เริ่มต้นศึกษา ค้นคว้าและลองลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเองได้อย่างมากมาย รวมถึงความได้เปรียบในการสร้างพลังทำเงินต้นให้ได้รีเทิร์นเพิ่มทวีคูณ และความสามารถต้านทานรับความเสี่ยงจากการลงทุน จนในที่สุดพัฒนาตัวเองได้ดีและเหนือกว่าหนุ่มสาวที่ยังคิดรอคอยให้ถึงวันและเวลาที่จะลงทุนเมื่ออายุมากขึ้น

มีความเข้าใจผิดเป็นเหตุทำให้ไม่อยากลงทุน ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองการลงทุน เป็นงานยากลำบากสลับซับซ้อนและมีความเสี่ยง จึงเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะเลี่ยงการลงทุนแทนที่เผชิญหน้าเปิดรับการลงทุน และปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของมนุษย์ คือ การคิดหาข้อแก้ตัวเพื่อแก้ต่างให้ตัวเองว่า เหตุใดจึงเลือกที่จะเลี่ยงกิจกรรมการลงทุนนั้นในช่วงอายุยังน้อย

การลงทุนในยามที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ไม่ใช่เรื่องมีข้อยกเว้นหรือคิดหาเหตุผลข้อแก้ตัว แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจ หรืออาจเป็นมุมมองผิดๆ เกี่ยวกับการลงทุนในช่วงอายุยังน้อย จนกลายเป็นแนวคิดฝังหัวไปเสียแล้วว่า การลงทุนเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับคนสูงวัยกว่าหรือผู้เชี่ยวชาญการลงทุน ดังนั้น อินเวสโทปิเดีย จึงรวบรวมความเข้าใจผิด ซึ่งมักจะนำไปใช้เป็นข้ออ้างสำหรับคนหนุ่มสาว เพื่อชะลอเวลาหรือเลี่ยงเข้าไปลองเก็บเกี่ยวประสบการณ์สร้างความได้เปรียบทางการลงทุน

ไม่มีเงินพอลงทุน เป็นเรื่องจริงที่หนุ่มสาววัยเลข 2 มักมีหนี้ท่วมตัวจากภาระสินเชื่อเพื่อการศึกษา การชำระค่ารถและสินเชื่อบ้าน มีคนไทยอายุน้อยอยู่ในวัยทำงานจำนวนไม่น้อย เจียดเงินไว้ได้ไม่มากนักเพื่อลงทุนในแต่ละเดือนหรือในแต่ละปี แต่หากได้ส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งได้เงินจากนายจ้างช่วยสมทบก็ถือเป็นการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ที่งอกเงยเพิ่มมูลค่าได้ตลอดเวลา

ดังนั้น พลังการออมการลงทุนทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เป็นการสร้างโอกาสทองให้กับนักลงทุนรุ่นเยาว์ที่แม้จะมีงบใช้จ่ายตึงตัวได้ลองสนามคิดลงทุนเล็กๆ น้อยๆ สิ่งสำคัญอยู่ที่การพึงระลึกนึกถึงอยู่เสมอว่าการลงทุนไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานะการเงินที่ต้องมีมากมาย แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ ที่หนุ่มๆ สาวๆ จะลองลงทุนถือหุ้นในจำนวนน้อย หรืออาจน้อยมาก ไว้บ้าง

ไม่รู้อะไรเลยเรื่องลงทุน ความไม่รู้ไม่ใช่ข้อแก้ตัวเพื่อเลี่ยงการลงทุน นักลงทุนรุ่นเยาว์มีเวลานานอีกหลายปีเพื่อศึกษา ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาความเชี่ยวชาญคล่องแคล่วทางเทคนิคและกลยุทธ์การลงทุน หาข้อมูลสร้างความมั่งคั่งใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่อายุขึ้นต้นเลข 2 เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ทางเทคนิค

โดยนักลงทุนรุ่นเยาว์อาจศึกษาหาข้อมูลข้างต้น จากเว็บไซต์เพื่อการศึกษาและเว็บไซต์การเงินการลงทุน ตลอดจนจากเว็บไซต์เป็นสื่อสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียล มีเดีย การเข้าไปดูสัมมนาผ่านทางเว็บไซต์ และรูปแบบการค้าการลงทุนที่ก้าวหน้า บางเว็บอาจไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือหากต้องเสียค่าธรรมเนียมรายเดือนก็เป็นรูปแบบจำกัดราคา ล้วนเป็นแหล่งข้อมูลสามารถนำมาใช้ประโยชน์ เพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเองได้

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอุปสรรค์ของนักลงทุน ที่ไม่ยอมรวย หากมีการขจัดปัญหาเหล่านี้ไป รับรองได้เลยว่า มหาเศรษฐีในวัยเลข 2 ต้นๆ ต้องเป็นคุณแน่นอน

จัดการเงินทอง เมื่อเกษียณอายุ

คนเรานั้น เมื่อเล็กก็อยากหาความรู้ใส่ตัว เมื่อเติบโตแล้วก็อยากได้สิ่งของเครื่องใช้ไว้ใช้สอย เมื่อแก่ก็ต้องการคนดูแลเอาใจใส่ แต่จะมีซักกี่คนที่มีพร้อมทุกสิ่ง หลายคนในยุคนี้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ทำงานตั้งแต่เด็กจนกระทั่งแก่ก็ไม่เคยมีเงินพอใช้สอย ดังนั้น หากต้องการสบายตอนแก่ก็ต้องรู้จักออมเงิน แต่จะทำอย่างไรในเมื่อการออมเป็นเรื่องง่ายแต่ทำได้ยาก หลายคนที่เกษียณแล้วและกำลังจะเกษียณในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่เรียกกันว่า Baby Boomer และเป็นผู้ที่มี เงินออม

เพราะอะไร ก็เพราะคนกลุ่มนี้ปัจจุบันนับจำนวนแล้วเรียกได้ว่า เป็นกลุ่มคนที่ใหญ่มากทีเดียว มีอำนาจในการต่อรองสูง ดังจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด เริ่มหันมาเอาอกเอาใจคนกลุ่มนี้มากขึ้น ใช่เหมือนเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยแยแส เพราะเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีอำนาจในการซื้อ แต่ผิดแล้ว เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ ฉลาดและบริหารการเงินเก่งกว่าคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงบางคนในยุคนี้เสียอีก

หลายคนบอกว่าเวลาในวัยเกษียณจะมากขึ้น และมนุษย์เกษียณจะมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น เมื่อคนเราให้ความสำคัญกับวัยเกษียณ นั่นย่อมหมายถึงความสบายในช่วงแก่ และถึงแม้ว่าจะยังไม่แก่ แต่ละเลิกจากการทำงานประจำ หันมาดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ด้วยอำนาจเงินที่ถูกบริหารมาอย่างดีแล้ว แต่นั่นละปัญหา เพราะพอมีเวลาให้ตนเองมากขึ้น ก็จะหาเรื่องใส่ตัวเองได้มากขึ้น ว่างจัดและมีเงินก้อนในมือ คิดต่อกันเองว่า แต่ละคนจะทำอะไรกับเงินก้อนนี้

บางคนใช้เพลินจนคิดไปราวกับว่าพรุ่งนี้จะไม่อยู่แล้วเลยต้องรีบๆ ใช้ ไปช็อปปิ้ง เที่ยว ซื้อนั่น ซื้อนี่ เอาไปทำศัลยกรรม ฉีดโบท็อกซ์ ฉายแสงอมตะ สารพัดวิธีจะทำ เพราะเขามีอำนาจซื้อด้วยเงินของเขาเอง เป็นธรรมดาที่คนที่ต้องอดออมมานาน อยากให้รางวัลกับชีวิตบ้าง แต่อย่าลืมว่าต้องประมาณตนเป็น ไม่เช่นนั้นเงินจะหมด แล้วเวลาก็หมดด้วย เพราะสมัครงานที่ไหนก็คงไม่มีใครเอาไปใช้งาน ค่ารักษาพยาบาลก็จะสูงขึ้นหลายเท่า และไม่สามารถต่อรองลดราคาได้

การจัดการเงินทอง ของมนุษย์เกษียณมักต้องการความปลอดภัยของเงินลงทุนมากกว่าเดิม ยกเว้นมนุษย์เกษียณพันธุ์พิเศษที่มีเงินมากพอที่จะแบ่งไปลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งโดยยอมรับความเสี่ยงสูงได้ นอกจากนี้ มนุษย์เกษียณยังต้องบริหารเงินออมให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในบั้นปลายอันยาวไกล และมีแนวโน้มว่าจะอยู่ยงคงกะพัน หนังเหนียวกว่ายุคก่อนๆ อีกด้วย มนุษย์เกษียณ จึงต้องวางแผนการใช้จ่ายสำหรับช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ให้ได้ อย่าไปรีบถลุงเงินก้อน และถ้ายังมีหนี้สินก็ต้องหาวิธีจัดการให้จบเร็วที่สุด

จากการสำรวจว่าเราจะมีเงินพอไปตลอดช่วงชีวิตหรือไม่นั้น เราต้องประเมินให้ได้ว่าเราต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น เรามีค่าใช้จ่ายประจำในการดำรงชีวิต เฉลี่ยเดือนละ 50,000 บาท และเราคิดว่าเราจะอยู่ต่อไปอีก 20 ปี เราก็ต้องการเงินก้อนในวันนี้ = 50,000 X 12 X 20 = 12 ล้านบาท หากของไม่แพงขึ้นในตลอด 20 ปีข้างหน้า หากเราไม่หนังเหนียวนานไปกว่านั้น ไม่เจ็บ ไม่ป่วยเกินงบที่ตั้งไว้ กับไม่มีอภิชาตบุตรมาเบียดเบียน เราก็สบายใจได้ เพราะ 12 ล้านบาท เอาอยู่

ถ้าเราไม่ต้องการความเสี่ยงเท่าไร เราก็แค่เลือกแบงค์ดีๆ ที่ปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง มีผู้บริหารที่เก่งและมีจริยธรรม แล้วก็ฝากเงินไปกับเขาจะกี่แบงค์ก็ตามใจ โดยแบ่งส่วนหนึ่งไปซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือซื้อพันธบัตรหนีเงินเฟ้อ (Inflation Link Bond) ลงทุนบางส่วนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีประวัติดี มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ แบ่งอีกส่วนไปลงทุนในกองทุนหุ้นปันผลที่มีคนบริหารเก่งๆ ที่รู้ว่ากำลังทำอะไรกับเงินของเราอยู่

อย่าลืมเรื่องการวางแผนด้านสุขภาพ ซึ่งต้องดูว่าเรามีหลักประกันอะไรอยู่แล้วบ้างไหม ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กองทุนประกันสังคม บัตรทอง แต่บัตรเบ่งอย่าไปใช้ นอกจากนี้ ก็อย่าไปให้เงินลูก หลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หยิบยืม หรือรีดไถ ระวังอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่มักแทรกเข้ามาในยามเราไม่มีใครดูแล

แต่ถ้าศิริรวมคำนวณแล้ว เงินออมไม่พอในวัยปลาย เราก็ต้องลดค่าใช้จ่าย เช่น ไปอยู่ร่วมกันแชร์ค่าใช้จ่ายกับญาติพี่น้อง ลูกหลาน แปลงสภาพที่อยู่ปัจจุบันให้คนเช่าหรือขายเอาเงินก้อน แปลงสภาพสมบัติพระศุลีที่มีอยู่ให้เป็นเงิน และหารายได้เสริมที่ไม่ต้องลงทุนเงินทอง เพราะหากคิดการใหญ่ในวัยชรา อาจขาดทุนและไม่เหลืออะไรอีกเลยนอกจากหนี้สินก้อนโต เราต้องจัดสรรเงินลงทุนให้ไม่เกินความเสี่ยงที่รับได้ และสามารถรองรับการเบิกจ่ายมาใช้เป็นประจำของเราได้ด้วย

แก้จนวัยชรา ด้วยการออมแบบมีประสิทธิภาพ มีเงินใช้ในวัยเกษียณ

มนุษย์เงินเดือนก็มีสิทธิ์ ซื้อบ้านด้วยเงินสด

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มองเรื่องการสร้างฐานะให้เป็นปึกแผ่นในแง่ร้าย ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา เช่น เงินเดือนน้อย ค่าครองชีพสูง ไม่มีมรดกตกทอดจากต้นตระกูล หรือบางคนก็อ้างว่าตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีเงินเดือนเรือนแสนจะได้เก็บเงินผ่อนบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง วันนี้มีอีกหนึ่งแรงบันดาลใจดี ๆ จากสามีภรรยาคู่หนึ่งซึ่งเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มาแบ่งปัน โดยครอบครัวนี้สามารถเก็บเงินซื้อบ้านหลังแรกของตัวเองได้ด้วย “เงินสด” และตอนนี้พวกเขากำลังเก็บออมเงินเพื่อการเกษียณอายุอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอีก 20 ปีข้างหน้า พวกเขาทำได้อย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ

ผู้ที่จะมาบอกเล่ากับเราในวันนี้คือ คุณสุพิชฌาย์ (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านการเงินของครอบครัวที่เราได้กล่าวถึง ปัจจุบัน เธอและสามีกำลังวางแผนเก็บเงินเพื่อซื้อที่ดินที่อยู่ใกล้ ๆ กับบ้านเพื่อรองรับการขยายตัวของครอบครัว และแน่นอนว่า แผนในครั้งนี้ก็เป็นการซื้อด้วยเงินสดด้วยเช่นกัน นอกจากนั้น เธอและสามียังมองไกลไปถึงการออมเพื่อวัยเกษียณแล้ว ซึ่งเธอเชื่อว่า การออมจะช่วยให้ครอบครัวของเธอสามารถเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนไปมากเพียงใดก็ตาม

โดยคุณสุพิชญาย์ก็ได้เล่าย้อนถึงอดีตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เธอและสามีได้คบหาดูใจกัน และวางแผนอนาคตร่วมกันว่า ส่วนตัวและสามีเป็นพนักงานบริษัทธรรมดา ๆ ไม่แตกต่างจากมนุษย์เงินเดือนคนอื่น โดยงานของเธอนั้นเป็นงานเลขานุการ เงินเดือนหมื่นกว่าบาท สามีเป็นวิศวกร เงินเดือนประมาณสองหมื่น รวมกันสองคนก็สามหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเอง

แต่เมื่อคบหากันไประยะหนึ่ง คุณสุพิชฌาย์ถึงได้ทราบว่า ผู้ที่เธอกำลังคบหาดูใจอยู่นั้นแม้จะมีรายได้มากกว่าเธอเท่าหนึ่ง แต่ไม่มีการเก็บออมเงินเอาไว้เลย อีกทั้งเขายังมีหนี้บัตรเครดิตพ่วงมาอีกต่างหาก ส่วนตัวเธอนั้นกลับมีเงินเก็บมากกว่าเขาเสียอีก เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอและแฟนจึงได้พูดคุยกัน และวางแผนเรื่องการเก็บออมเงินเพื่ออนาคต โดยเธอเล่าว่า ได้ใช้สูตรเก็บ 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้แค่ 30 เปอร์เซ็นต์! ใช่แล้ว สูตรออมเงินที่มีประสิทธิภาพ

อาจเป็นตัวเลขที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนไม่เชื่อหู แต่คนสองคนที่คบหาดูใจกันอยู่นั้นเก็บเงินจากรายได้ในแต่ละเดือนด้วยตัวเลขนี้ โดยคุณสุพิชฌาย์เผยว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้อาจดูไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอต่อ “ความต้องการพื้นฐานในชีวิต” แล้ว

“ในช่วงแรก ๆ สามีก็ปรับตัวลำบาก ก็เลยคุยกัน บอกให้เขามองถึงเป้าหมายหลักของเรา ส่วนตัวเองใช้เงิน 30 เปอร์เซ็นต์ไม่มีปัญหา เพราะอาศัยอยู่กับคุณแม่ กินอยู่กับที่บ้าน มีซื้อของใช้เข้าบ้านบ้าง พาแม่ไปรับประทานอาหารนอกบ้านบ้าง แต่ถ้าให้เป็นตัวเงินคุณแม่จะไม่รับ แม่บอกให้เก็บไว้ ส่วนสามีเขาเช่าหอพักอยู่คนเดียว สามพันบาท ก็เลยคุยกันว่าหาห้องพักใหม่ไหม หรูน้อยหน่อย แล้วก็หาแบบที่ติดถนนใหญ่ จะได้ไม่ต้องเสียค่ารถเข้าซอย เดือนหนึ่งประหยัดได้เป็นพัน หรือสามีเคยจ้างซักรีดเสื้อผ้าก็หัดทำเอง เคยเข้าร้านอาหารก็งด หันมาทำกับข้าวกินเอง”

“เงินที่เก็บร่วมกันก็จะทำบัญชีให้ชัดเจน ถ้าสงสัยตรวจสอบได้ พอสิ้นปีก็จะแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายให้เขาดูว่าปีนี้เราเก็บได้เท่าไร รวมโบนัสแล้วยอดเป็นเท่าไร ปีหน้าเงินเดือนจะขึ้นอีกเท่าไร จะต้องเก็บกันอีกกี่ปีถึงจะสำเร็จ พอแฟนเห็นความชัดเจนก็เริ่มติดใจ เริ่มประหยัดด้วยตัวเอง และเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของการซื้อบ้านด้วยเงินสด”

อย่างไรก็ดี คุณสุพิชฌาย์เล่าว่าในช่วงนั้นก็มีคำตัดพ้อจากสามีด้วยเช่นกัน ว่าเพื่อน ๆ หลายคนเริ่มซื้อบ้าน ผ่อนบ้านกันแล้ว ตอนที่เก็บเงินซื้อบ้านด้วยกัน เขาก็มาบ่นตัดพ้อเหมือนกันว่าเพื่อนร่วมงานเก็บเงินซื้อบ้านได้แล้วนะ เราก็บอกใจเย็น ๆ สิ เพื่อนเขาผ่อนไม่ใช่เหรอ พอตอนหลังเราซื้อบ้านได้ เขายิ้มเลย เพราะเราไม่ต้องผ่อน 30 ปีเหมือนคนอื่น

ใจเย็น เคล็ดลับออมเงิน

สำหรับเคล็ดลับในการออมเงินของครอบครัวนี้ก็คือ เมื่อออมเงินได้ถึงจุดหนึ่งก็จะเริ่มมองการลงทุนแบบอื่น มองเงินฝากแบบอื่นที่ได้ผลตอบแทนมากกว่า “จะเริ่มศึกษากองทุนรวม ลงทุนทองคำแท่ง แล้วก็รอให้เงินทำงาน จากนั้นจะเอาผลตอบแทนที่ได้มาไปลงทุนต่อ ไม่ถอนมาใช้ ส่วนตัวเป็นคนใจเย็น รอได้ บัตรเครดิตก็ไม่ทำ อยากได้อะไรเก็บเงินซื้อให้ครบจำนวน หลาย ๆ ครั้งพบว่าเงินสดมีพลังมากกว่าบัตรเครดิตเสียอีก ถ้าซื้อสด เราจะได้ส่วนลดมากกว่า”

คุณสุพิชฌาย์เล่าว่า สำหรับยอดเงินที่ตั้งไว้เพื่อการซื้อบ้านนั้น เธอและสามีสามารถเก็บได้มากพอตั้งแต่ประมาณปีที่ 3 – 4 ของการเก็บเงินแล้ว (ประมาณล้านกว่าบาท) แต่การหาบ้านที่ถูกใจนั้นต้องใช้เวลา และต้องหาข้อมูลอย่างมาก จึงทำให้การตัดสินใจซื้อล่าช้าออกไป

“ตอนดูบ้าน ดูไว้หลายแบบ ทั้งหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ทั้งไปฟังสัมมนา ไปดูบ้านขายทอดตลาดก็ไป บ้านใหม่ บ้านมือสองก็ดูหมด แต่ทีนี้ บ้านใหม่ที่ไปดู เงินล้านกว่าบาทมันพอซื้อได้แค่ทาวน์เฮาส์ และคุณแม่สอนมาตั้งแต่เด็กว่า ซื้อบ้านอย่าเข้าซอยลึก เพราะเสียค่าเดินทาง และเราเป็นผู้หญิงมันไม่ปลอดภัย เลยเน้นดูบ้านที่สะดวกต่อการเดินทางดีกว่า แล้วก็ไปเจอบ้านเดี่ยวชั้นเดียวอยู่ไม่ไกลจากบ้านที่อาศัยอยู่มากนัก สภาพบ้านมันดูเก่าเพราะขาดคนดูแล เลยซื้อได้ราคาถูกพอสมควร จากนั้นก็ปรับปรุงใหม่”

โดยคุณสุพิชฌาย์เล่าว่าเงินล้านกว่าบาทที่เตรียมไว้นั้น พอทั้งซื้อบ้าน ปรับปรุงบ้าน รวมถึงซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลัง!

“สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านเวลามีงานเซลล์ก็ซื้อเก็บไว้ หรือเจอชิ้นที่ถูกก็ซื้อไว้ เราดูทั้งเฟอร์นิเจอร์มือสอง และแบบ clearance ค่ะ”

วินัยทางการเงิน มาจากมหาวิทยาลัย “แม่”

สำหรับวินัยทางการเงินที่เข้มแข็งเช่นนี้ คุณสุพิชฌาย์เปิดเผยว่า เธอได้ซึมซับมาจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีเสมอมา

“ครอบครัวเรามีพี่น้องหลายคน มีพี่ชายทำงานเป็นหลัก พี่ชายจะแบ่งเงินให้แม่ในแต่ละเดือน แล้วแม่จะจัดสรรให้ลูกแต่ละคน แม่จะดูว่าอะไรจำเป็นไม่จำเป็น และทำบัญชีรายรับรายจ่าย ตอนนั้นเราเป็นเด็กก็ไม่สนใจ แต่แม่ก็ทำให้เห็นตลอดเป็นสิบ ๆ ปี แม่จะพูดเสมอว่า เงินออมห้ามถอนออกมาใช้ รายได้แต่ละเดือนต้องใช้ให้พอ และต้องเหลือเก็บ ถ้ามีรายได้เพิ่ม อย่านึกว่าเป็นเงินได้เพิ่ม ให้นึกว่าเป็นเงินออมเพิ่ม”

“เราเป็นลูกคนเล็กแต่แม่ไม่เคยเลี้ยงตามใจ และความที่เป็นคนเล็กเลยเหมือนเราเป็นลูกคนเดียว เพราะพี่ ๆ คนอื่นแต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว เลยซึมซับระเบียบวินัยของแม่มาเยอะ ถ้าไม่ได้การเลี้ยงดูของแม่ให้อดทน เราก็ไม่มีภูมิคุ้มกันมากขนาดนี้”

“ตั้งแต่วันที่เราสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ด้วยเงินตัวเอง แม่มีความสุข และภูมิใจมาก วันที่ซื้อบ้าน ทำบ้านเสร็จ แม่ยิ้มไม่หยุด จากคำสอนของแม่ ครอบครัวเราไม่มีใครมีหนี้ล้นพ้นตัว เราอยู่ได้แม้เศรษฐกิจไม่ดี หรือข้าวของแพง ที่สำคัญ ครอบครัวของเราต้องอย่าโทษใคร ขอให้เราดูแลตัวของเราเอง ถ้าหารายได้เพิ่มไม่ได้ให้ลดรายจ่ายให้มากที่สุด จากจุดเล็ก ๆ ของครอบครว ถ้าเราทำได้ เราก็เป็นที่พึ่งของตัวเองได้ค่ะ”

ส่วนเทคนิคในการออมเงินที่อาจเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน คุณสุพิชฌาย์เผยว่า บางทีมันก็ไม่ยาก ขอแค่อย่าผัดวันประกันพรุ่งก็พอ

“ส่วนการวางแผนเงินออม อย่าผัดวันประกันพรุ่ง ต้องคิดแล้วทำทันที อย่าคิดว่าเดือนนี้ค่าใช้จ่ายเยอะ ผัดเป็นเดือนหน้าแล้วกัน แล้วก็ให้ศึกษาการลงทุนประเภทต่าง ๆ ไว้ สิ่งที่สำคัญที่สุดทีขาดไม่ได้คือ ให้ทุกคนทำบัญชีครัวเรือน รายรับรายจ่าย แล้วจะรู้ว่าเราใช้เงินในทางไหนบ้าง แล้วจะรู้ว่าทุกคนก็ออมเงินได้”

“ทุกวันนี้ ยังห่อข้าวให้แฟนไปกินที่ทำงานอยู่เลย จะไปรับประทานนอกบ้านก็ต่อเมื่อเป็นโอกาสพิเศษจริง ๆ ร้านอาหารตามห้างก็ไม่เข้าเลย ทำเหมือนที่แม่เคยทำน่ะค่ะ”

“การบริหารครอบครัว สำคัญตรงที่เราต้องไม่โทษการเมือง แต่ให้หันกลบมาดูตัวเองให้มาก ใช้เท่าที่จำเป็น บางคนใช้เงินซอของเกินไป ซื้อบ้านซื้อรถเพื่อหน้าตา ที่บ้านซื้อเท่าที่จำเป็น และโชคดีที่ได้สามีดี เขาค่อนข้างให้อิสระทางความคิดกับเรา ให้สิทธิ์เราเต็มร้อย เราเคยคุยกันแล้วว่าที่ทำอยู่นี้ไม่ตึง ไม่อึดอัดแต่อย่างใด เขายังบอกด้วยว่า เขามีพร้อมมากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ด้วยซ้ำ ที่สำคัญ เขาไม่ยึดติดว่าเขาเป็นผู้ชายแล้วจะต้องบริหารเงิน เขาบอกว่าใครถนัดด้านไหนก็ทำด้านนั้นดีกว่า ครอบครัวเราก็มีการจัดสรรเงิน มีงานอดิเรก มีไปพักผ่อน ไปเที่ยวเหมือนคนอื่น ๆ ทุกครอบครัวค่ะ”

แม้ว่าสถาบันครอบครัวจะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม และมีโอกาสถูกกระแสที่ใหญ่กว่า โหดร้ายกว่าซัดจนเซไปทางนู้นทีทางนี้ทีได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าหากครอบครัวมีความเข้มแข็งมากพอ และมีความเข้าอกเข้าใจกันมากพอแล้ว เป็นไปได้ว่า ความโหดร้ายรุนแรงจากโลกภายนอกก็ไม่อาจเข้ามาบีบคั้น หรือกดดันให้หน่วยเล็กที่สุดหน่วยนี้ต้องยอมศิโรราบได้แต่อย่างใด ครอบครัวตัวอย่างของเราในวันนี้คงเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ดีค่ะ